06 November 2007

ปริญญาโท สอนอะไร

จบปริญญาโทมาก็จะ 5 ปีแล้ว แล้วก็ดีใจมากที่ได้เรียน ขอบคุณทุกการตัดสินใจ และทุกท่านที่สนับสนุนให้จบมาได้อย่างดี

คุยกับใครก็สนับสนุนอย่างยิ่งให้เรียนต่อ แต่ฟังคนที่บอกว่า เรียนแค่เพื่อให้ได้ปริญญาเพราะสมัยนี้คนเขาเรียนกัน ฟังแล้วก็รู้สึกเสียดาย เสียดายเงิน เสียดายเวลา เสียดายโอกาศของเขา ที่จะได้ทำสิ่งที่ดีกว่า

ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการเรียนโท เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าของชีวิตมากประสบการณ์หนึ่ง ฉันเรียนปริญญาโทที่ The University of Auckland เมือง Auckland เมืองแห่งเรือใบ บนเกาะเหนือของประเทศ New Zealand ตอนไปเรียนก็เพิ่งจบตรีมาใหม่ๆ ยังไม่เคยทำงานกะใครเขา เพื่อนในห้องเรียนส่วนใหญ่ ก็หัวล้านแล้วบ้าง เป็นผู้บริหารบ้าง มีลูกอายุเท่าๆกับฉันบ้าง และไม่มีเพื่อนคนไทยเลยสักชีวิตเดียว

ฉันเลือกเรียน Engineering Management ซึ่งจะเรียนทั้งที่ Engineering Faculty และ Business school และต้องทำ Thesis ในบริษัทที่นิวซีแลนด์ เรียกว่า Project M ตอนเรียนที่คณะวิศวะก็ไม่เท่าไร หาอ่านจากห้องสมุด จาก Internet จาก Research database ของมหาวิทยาลัยก็เข้าใจได้ แต่พอมาเรียนที่ Business school นี่ซิ ของยาก ยากเพราะเราไม่มีประสบการณ์ อย่างเรียน Managing People บื่อไปเลย เขาให้นำเรื่องที่เรียนไปวิเคราะห์กับองค์กรที่เราทำงานอยู่ แล้วฉันไม่มีองค์กรนี่ ทำไง เครียสมากจนคิดจะ Drop ขนข้าวขนของกลับมาตั้งหลักเมืองไทย

ตัดสินใจได้ว่า ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า ก็โทรไปหาเลขาภาค คุณเลขาภาคเลยบอกให้คุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา Prof. Des Tedford ก่อนดีไหม พอนัดได้ ได้ไปคุยกับอาจารย์ Tedford ทุกอย่างก็เปลี่ยนจากหน้ามือ เป็นหลังมือ ฟ้าครึ้มสีเทา ก็กลายเป็นฟ้าสีฟ้าสดใสประกายแดด อาจารย์ Tedford ซึ่งเป็น Dean ของที่คณะด้วย แนะนำว่าให้เปลี่ยนวิชาเรียนแทน เปลี่ยนจากวิชาที่ต้องใช้ประสบการณ์ ไปเป็นวิชาพวก Accounting หรือ พวก Marketing แทน ซึ่งก็ได้ผลอย่างดี ตอนไปคุยกับอาจารย์นั้น ขนกันไปทั้งบ้านเลย ตอนนั้นแม่ไปเยี่ยมที่นิวซีแลนด์ด้วยพอดี แม่ก็ไป แม่ชาวอังกฤษที่เป็น Host family ก็ไป ไปนั่งให้กำลังใจกันเต็มห้องอาจารย์เลย อาจารย์พูดดีมาก บอกว่า
ถ้ามหาลัยไม่คิดว่าคุณสามารถเรียนจบได้ เขาก็คงไม่รับ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์หรอก มหาลัยพิจรณาแล้ว เชื่อว่าคุณเรียนได้ ลองพยายามดู

พอได้ฟัง พลังใจก็พุ่งสูงเต็มแท่ง ว่าเราต้องทำได้ซิ ก็เปลี่ยนวิชาเรียนตามที่อาจารย์บอก แล้วก็จบมาได้ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง ด้วยความรู้และความภูมิใจ และความขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

แต่อีกอุปสรรค์หนึ่งที่ต้องฝ่าฟัน ฝ่าฟันกับความกล้าความกลัวของตนเอง คือ Project M ที่ต้องไปขอให้บริษัทในนิวซีแลนด์ รับเราเข้าไปทำ Thesis ในบริษัทเขา เราต้องทำ Proposal เข้าไป ว่าเราจะศึกษาเรื่องอะไร ถ้าเขารับ เราก็จะได้เข้าไปเรียนรู้ในบริษัท และช่วยหาทางปรับปรุงบริษัทเขา มันยากตรงให้เขารับนี่ซิ มันยากตรงลุกออกจากบ้าน พร้อม Resume ไปเคาะประตูบริษัทเขา ความจริงมันยากอีตรงลุกอย่างเดียว บริษัทแรกที่ฉันเข้าไปพบคือ The Warehouse ขายของเหมือนพวก Lotus และ Carrefour ผู้จัดการแผนก HR ดีมาก เขาประทับใจฉันมาก แต่..บริษัทไม่มีนโยบายรับนักศึกษามาฝึกงาน หรือทำ Thesis แต่เขาก็ดีจริงๆ เขียนโน๊ตให้กำลังใจมาด้วย แต่ฉันเองก็ย่อท้อซะแล้ว ไม่กล้าออกไปหาบริษัทอื่นอีก ไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่กล้า

เมื่อยังไม่ใกล้เวลาที่จะต้องทำต้องส่ง ก็ยังไม่ขยับ ทำไม่รู้ไม่ชี้ พอไฟเริ่มจะไหม้ก้นขึ้นมา ก็เครียส แต่ทำไงได้ ก็ต้องฮึ้ด กลั้นใจ ปริ้น Resume ออกมาหลายๆชุด กัดฟัน ยืนขึ้นและออกเดินไปเคาะบริษัทแถวบ้าน หลายที่ปฏิเสธ เราก็ไปที่ใหม่ สุดท้ายก็ได้ที่ Climatech เป็นบริษัทที่ติดตั้งระบบแอร์ในตึกและอาคารใหญ่ๆ เป็นบริษัทข้ามชาติของอเมริกานะนี่ พอดีผู้จัดการที่ไปพบ จบ Mechanical engineering จาก University of Auckland เหมือนกัน แล้วก็เคยไปเรียน Post graduate diploma มาจากอังกฤษ post graduate diploma นี่สูงกว่าตรี แต่ต่ำว่าโท นิวซีแลนด์ก็มีสีเหมือนกันใครว่ามีแต่บ้านเรา แล้วก็ได้ไปพบผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทที่สำนักงานอีกแห่งด้วย เป็นผู้หญิง ลุยฝนไปเลยจำได้ ก็เรียนจบมาจนได้นะนี่

สิ่งที่ได้จากการเรียนโทนั้นมีค่ามาก ไม่ใช่แค่ความรู้ทางด้านธุรกิจ บัญชี การตลาด และการประยุกค์ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นความรู้ที่ว่า
  • ทุกอย่างที่เราไม่รู้ เราสามารถรู้ได้ ด้วยการศึกษาค้นคว้า ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ แล้วเราจะไม่รู้ไปตลอด

  • ต้องอ้างอิง เราเป็นผู้ที่รู้น้อย ถ้าเราอยากให้คนเชื่อ เราก็ต้องมีที่อ้างอิง อันนี้ก็ใช้ในชีวิตการทำงานได้ดีมาก จะทำ Proposal เสนอเรื่องอะไร ก็ต้องมีข้อมูลอ้างอิง และข้อมูลนั้นเอามาจากไหน ก็ต้องบอก ไม่งั้นใครจะเชื่อยังไง

  • 1 วิชา ใช้ หนังสือ (อย่างน้อย) 1 เล่ม ฉะนั้น ถ้าเราอยากเรียนรู้อยู่ตลอด เราก็ต้องอ่านหนังสือ หลังจากจบโทมา ฉันอ่านหนังสืออยู่ตลอด พกหนังสือ อะไรออกใหม่ อยากรู้เรื่องอะไรก็อ่าน อ่าน อ่าน เป็นการเรียนรู้ ทางลัด จากประสบการณ์คนอื่น

  • เขารับเรา เพราะเขาเชื่อว่าเราทำงานได้ เรียนได้ ฉะนั้น ถ้าเริ่มทำอะไรแล้ว จงอย่าท้อถอย เรามีความสามารถพอที่จะทำได้ และในทางกลับกัน บางทีที่เราไม่ได้รับเข้าเรียน ไม่ได้เข้าทำงาน อาจเป็นเพราะเราไม่เหมาะกับที่นั่น หรือยังไม่พร้อมก็ได้ อย่าเสียใจไปเลย อาจจะดีแล้วสำหรับเราก็ได้นะ

  • เพียงแต่เรากล้า กล้าที่จะลงมือทำ กล้าที่จะเริ่ม มันก็ทำได้เอง

  • เราต้องเผชิญหน้ากับปัญหา ปรึกษาผู้ใหญ่ ผู้มีประสบการณ์ อย่าคิดว่าเรารู้ทุกอย่าง แล้วเราก็จะได้คำแนะนำ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเราไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากเลยก็ได้

  • ถ้ามั่นใจในตัวเอง จงเปิดใจ และฟังความคิดเห็นของคนอื่นให้มาก จะได้รู้ว่า สิ่งที่เรามั่นใจนั้น มันถูกจริง เหมือนอย่างที่เราต้องวิเคราะห์ข้อมูลในหลายๆด้าน

  • ความหลากหลายของคน ทำให้เราได้ความคิดใหม่ๆ เกิดความสร้างสรรค์ เกิดความสนุกตื่นเต้นในงาน กลุ่มที่ฉันทำงานด้วย คนหนึ่งเป็นฝรั่งมาจากแอฟริกาใต้ อีกคนมาจากเยอรมัน อีกคนเป็นหัวหน้าด้านการตลาดในบริษัท Forensic หรือ นิติเวท มีพนักงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ในแล็ป ส่วนเพื่อนอีกคนก็เรียนการตลาดมา ส่วนฉันก็เป็นวิศวกรหญิง ที่กล่าวมา ผู้หญิงทั้งหมด ได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยู่เฉยๆจะไม่มีวันรู้เลย และก็สนุกกับมันไปด้วย

  • ประสบการณ์เยอะ ใช่ว่าจะเรียนได้ดี บางที คนที่ทำงานมานาน ห่างหายจากการเรียน ไม่รู้จักวิธีวิเคราะห์ วิธีอ้างอิง ได้ C ในขณะฉันได้ A ก็มี ฉะนั้นพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานมานาน คิดว่าไม่ต้องเรียนโทก็ได้ รู้เยอะแล้ว น่าจะลองเปลี่ยนมุมมอง แล้วหาสิ่งที่เราสนใจศึกษา และก็สมัครเรียนนะคะ

  • มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน แล้วเรียนโท ดีกว่า มีหลายเรื่องที่ตอนเรียนนั้น จดๆมา แต่ก็นึกภาพไม่ออก เรียนการตลาด ด้วยความที่เป็นวิศวกร เขาบอกว่า Agency เอเจนซี่นี่มันเป็นยังไงนะ มันคือใครหน้าตาเป็นไงหว่า พอได้มาทำงานการตลาดจริงๆ ก็เพิ่งรู้ว่ามันคือ อีกบริษัทนึง ที่คอยทำโฆษณาให้นี่เอง และถ้ามีประสบการณ์นะ ฉันก็คงได้เรียน Managing People ที่อยากเรียนไปแล้ว

  • ภาษาอังกฤษ มีความจำเป็นมาก อยากมีความรู้มาก รู้กว้าง ต้องเก่งภาษาอังกฤษ เพราะหนังสือภาษาอังกฤษมีเยอะ และทันสมัยกว่าเรามาก เพราะอะไร เพราะดูซิกี่ประเทศที่ใช้ภาษานี้ ภาษาไทยเรา ก็ประเทศเราประเทศเดียวใช้ การวิจัยก็ยังไม่ก้าวหน้ามากนัก เพราะฉะนั้น ต้องเก่งภาษาอังกฤษ ไม่ต้องรับวัฒนธรรมเขามา แต่ต้องแตกฉานด้านภาษา ทิ้งไม่ได้ มันเป็นเครื่องมือหาความรู้ที่สำคัญยิ่ง

ได้เรียนรู้เยอะเหมือนกันนะนี่เรา ก็ขอให้ผู้ที่กำลังจะเรียนโท ตั้งใจให้ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ หรือมากกว่านี้นะคะ มันจึงจะได้ชื่อว่าเรียนปริญญาโทแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ได้เรียน ก็ขอให้ศึกษาหาความรู้ไปเรื่อยๆนะคะ มีโอกาศก็ขอแนะนำให้เรียน ถ้าท่านรู้ด้วยใจจริงในสิ่งที่ฉันเขียนแล้ว ฉันก็คิดว่า ท่านได้จบปริญญาโทแล้วคะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้าโรงเรียนอีกแล้ว เพราะเรียนเองได้ไม่สิ้นสุด

และถ้าจะให้แนะนำมหาวิทยาลัย ก็ต้องแนะนำ The University of Auckland แน่นอนค่ะ โดยเฉพาะ Business school แข็งมาก และดีมาก อาจารย์ก็มาจากหลายประเทศ ความจริงต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 2ปี เขาถึงจะรับ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องมีผลการเรียนที่ดีมากในระดับปริญญาตรีคะ ส่วนปริญญาเอกนั้น ขอให้ได้เรียนก่อนนะคะ แล้วจะมาเขียนต่อ ว่าได้อะไรบ้างนอกจากกระดาษแข็งหนึ่งแผ่น ที่แม่จะเอาไปอัดกรอบวิทยาศาสตร์

ขอให้มีความสุข และประสบความสำเร็จทุกคนค่ะ

ไม่ทิ้งความรู้ ก็เท่ากับไม่ทิ้งประเทศเราให้ล้าหลัง ขอบคุณค่ะ

11 comments:

nu ree said...

จากข้อความที่ได้อ่านมา มันเป็นกำลังใจให้ฉันฮึดที่จะเรียนอีกครั้ง
แรกๆฉันก็คิดเล่นๆนะว่าอยากจะเรียนแต่ด้วยความที่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนเก่งอะไรเหมือนใครเขา ก็ขอบอกตามตรงนะคะว่า บางที่ก็รู้สึกกลัว บางที่ก็รู้สึกฮึ้กเหิม มันสับสนไปหมด
ความกลัวที่มันเกิดขึ้นนั้น ฉันเองก้ยังไม่รู้เลยว่ากลัวอะไรกัน แล้วต้องกลัวทำไม แต่ก็กลัวไว้ก่อน อาจจะกลัวว่าเรียนไม่ได้ สอบไม่ผ่านมั้ง หรือไม่ก็กลัวว่ามันไม่ใช่ในสิ่งต้องการ....
แต่ตอนที่ฮิ้กเหิมนั้น มันก็เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอีกนั่นแหละ มันประมาณว่า เราต้องทำได้ ทำได้แน่นอนก็เรามีความตั้งใจแล้ว งั้นชัวร์

แต่พอได้มาเห็นข้อความนี้ด้วยความไม่บังเอิญ ก็ได้มีความคิดอีกแบบแล้ว คือการที่เราจะเรียนต่อนั้นมันไม่ใช่ความต้องการของเราเพียงอย่างเดียวแต่มันเป็นความต้องการของทั้งฝ่ายเราที่มีความต้องการจะรียนต่อ และอีกฝ่านก็คือฝ่ายที่ต้องการจะรับเรา นั่นก็คือสถาบันต่างๆที่เราไปสมัคร ถ้าจะถามว่าฉันต้องการเรียนต่อมั้ยในตอนนี้ แน่นอนคำตอบของฉันคือ อยากเรียนต่อค่ะ คราวนี้ฉันก็มีหน้าที่ที่จะต้องทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีความต้องการที่จะรับฉันเข้าเรียนด้วยเช่นกัน และถ้าฉันทำสำเร็จ ฉันก็สามารถที่จะเข้าไปเรียนในระดับปริญญาโทได้บ้างแล้ว

ฉันจะพยายามทำให้ความฝันของฉันให้เป็นจริงนะคะ ขอให้ช่วยเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะคะ...ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับกำลังใจนะคะ

Anonymous said...

ถึงท่านเจ้าของบทความค่ะ

หลังจากที่ได้อ่านบทความของคุณแล้ว มันทำให้ฉันรู้สึกมีความอยากที่จะอ่านหนังสือ ทั้งๆที่ฉันไม่เคยมีความคิดที่จะอ่านหนังสือเลยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

และฉันเองก้อขอฝากคำถามไว้หน่อยนะคะ
1. คุณคิดว่าการเรียนต่อโทนั้น จำเป็นหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน? หรือว่าเป็นเพียงแค่แฟชั่นที่คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้เค้าเรียนกัน
2. ส่วนใหญ่ฉันก็มักจะได้ยินคำถามว่า ทำไมต้องเรียนที่นี่ ที่นั่น ฉันหมายถึงสถาบันค่ะ
3. และคำถามสุดท้ายนะคะ คุณคิดยังงัยเกี่ยวกับการที่คนที่คุณรู้จักที่กำลังเรียนต่อโทแล้วทำงานควบคู่ไปด้วย แล้วคิดจะเลิกเรียนเพราะเขาคนนั้นรู้สึกเหนื่อยเกินไป

และฉันก้อกำลังรอคำตอบอยู่นะคะ

จากผู้ไม่ประสงค์ออกนามค่ะ

blueswing said...

สวัสดีค่ะ คุณ nu ree

ขอเป็นกำลังใจให้เต็มที่เลยค่ะ!!

ถ้าขยันและตั้งใจก็ทำได้แน่นอนค่ะ
ได้แน่นอนอยู่แล้ว
ต้องพยายามและบอกตัวเองอย่างนั้นเสมอๆ

เป็นกำลังใจให้ (อีกครั้ง)ค่ะ สู้สู้ค่ะ
กล้าที่จะเริ่มแล้วมันก็ทำได้เองค่ะ

blueswing said...

ขอบคุณค่ะ ท่านผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ที่ฝากคำถามไว้
ขอตอบดังนี้ค่ะ

1. โท จำเป็นหรือไม่ และมากน้อยแค่ไหน? หรือว่าเป็นเพียงแค่แฟชั่นที่คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้เค้าเรียนกัน

อย่างที่บอกค่ะ ถ้าคุณมีโอกาศที่จะเรียนได้ ด้วยทุนทรัพย์ และเวลา หรือ ความพร้อมทางร่างกายและอื่นๆ ก็น่าจะเลือกสาขาที่เราสนใจ และเรียนโทในด้านนั้นค่ะ

จะว่ามากหรือน้อยนั้น ถ้าคุณมีความพร้อมฉันก็ว่า การเรียนปริญญาโท มีความจำเป็นค่อนข้างมาก เพราะปริญญาโทไม่ได้สอนเราแต่ความรู้ แต่สอนให้เรารู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ สอนให้เราเป็นผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ได้หมายความว่า หน้าแก่ หรือเพื่อนๆเรียกพี่ แต่คือมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ และรู้จักตัดสินใจ อันนี้สำคัญมาก รู้จักทำตัวให้เป็นที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่แกล้งทำตัวให้น่าเชื่อถือ

ส่วนคำว่าใครๆเขาเรียนกันนี่ ฉันเคยบรรญัติไว้ใน คำที่คนไทยควรเลิกใช้แล้ว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ก็อย่าเรียนดีกว่า เสียดายเงิน เสียดายเวลา พอเรียนจบ คนพวกนี้ ก็มักจะหาเรียนโทอีกใบ ในเรื่องที่ "เราชอบจริงๆ" ฉันว่าถ้าเขาเอาเวลาที่ต้องเรียนโทใบก่อน (อย่างน้อย 2 ปี) ไปตั้งใจทำงานที่ทำอยู่ ป่านนี้คงจะได้เลื่อนตำแหน่ง หรือ กำลังจะ แล้วหละ

อีกอย่างที่ขอบอกคือ จะว่าปริญญาโทมันจำเป็นก็ไม่ใช่ซะทีเดียว ถ้าคุณรักที่จะศึกษา คุณก็ไม่ต้องเรียนโทก็ได้ อยากรู้เรื่องอะไรก็หาหนังสือเรื่องนั้นมาอ่าน แบ่งเวลาให้กับการอ่าน การคุยกับคนมีความเชียวชาญด้านนั้น เหมือนกับการแบ่งเวลาไปเรียนโท

อย่างที่ฉันบอกคือ ถ้าคุณมีข้อต่างๆตามที่ฉันเขียนแล้ว ฉันก็คิดว่า คุณไม่ต้องการปริญญาโทอีกแล้ว และคนอื่นก็จะสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้มีความรู้ดีของคุณ โดยไม่ต้องสืบประวัติ ไม่จำเป็นต้องมีกระดาษแข็งไปให้แม่ไปอัดกรอบวิทยาศาสตร์มาตั้งโชว์ให้ฝุ่นเกาะ คนอื่นก็รู้ได้ค่ะ

2. สถาบัน

สถาบันก็สำคัญค่ะ เพราะสถาบันที่ดีก็จะเชิญครูที่ดีมาสอน ครูที่มีประสบการณ์บ้าง ครูที่สอนเก่งบ้าง ไม่ใช่ ดอร์กเตอร์จบใหม่ไม่มีประสบการณ์ทำงาน แต่ถ้าคุณกำลังเลือกที่เรียนฉันแนะนำว่า
ก่อนอื่นให้เลือกว่า ที่ไหนมีสาขาที่คุณต้องการเรียน เช่น Engineering Management, Foreign language, Food science หรือ MBA และต้องดูละเอียดลงไปถึงว่า เขาจะสอนวิชาอะไรบ้าง แล้วเราสนใจอยากเรียนไหม
และก็ดูว่าเรียนแบบ Course work คือเรียนหลายๆวิชาจนจบ หรือ แบบทำ Thesis สำหรับฉัน ฉันว่าการเรียนแบบทำ Thesis ดีกว่า เพราะเราได้ทดลองเอาสิ่งที่เราเรียน บวกกับความรู้ประสบการณ์ของเรา มาใช้
เขียนเป็นรายงานที่มีการอ้างอิงชัดเจน ที่เรียกว่า Thesis

มันทำให้เรารู้จักคิด คิดๆๆ ขบคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ รับฟัง เก็บข้อมูล และฉันคิดว่า อะไรที่เราได้ลงมือทำ มันจะติดอยู่ในหัว เป็นความสามารถพิเศษของเรา มากกว่า การเรียนๆ ท่องๆหลายๆวิชา บางคนว่า เรียนหลายวิชาดี คุ้ม ได้รู้หลายด้าน แต่ฉันว่า ความรู้ มันมีไม่สิ้นสุดหรอก เรียนยังไงก็ไม่หมด ถ้าเราให้ความรู้ในการหาความรู้แก่ตัวเรา เราก็จะสามารถเรียนรู้เพิ่มพูนไปเรี่อยๆ เหมือนกับเรามีจอบไว้ปลูกต้นไม้ พอเรามีเมล็ดพืช คือความอยากรู้ในเรื่องต่างๆ เราก็ปลูกมันให้กลายเป็นต้นไม้ ให้ดอกอันงดงามแก่โลก หรือผลอันหวานชุ่มได้ ไม่ใช่แค่รู้ว่าเมล็ดนี้ พอต้นโตจะเป็นอย่างนี้นะ แล้วผลหรือดอกมันมีประโยชน์อย่างนี้ ได้แค่ลองปลูกต้นกล้า (ทำงานกลุ่ม งานเดี่ยวในวิชานั้น) แต่ไม่เคยปลูกจริงๆโดยมีครูช่วยดูแล

นี่ก็เป็นเพียงความคิดของฉันค่ะ คุณต้องลองพิจรณาดูว่า จะเชื่อไม่เชื่อดี เพราะใบปริญญาจริงๆของฉัน มันอยู่ที่ตัวฉัน มันอยู่ในความคิด ฉันก็เลยว่า แบบที่ได้ฝึกความคิดดีกว่า

3. คนรู้จักคิดจะเลิกเรียนเพราะเขาคนนั้นรู้สึกเหนื่อยเกินไป

คำถามนี้ตรงใจ เพราะมีเพื่อนของเพื่อนอยากจะทำอย่างนั้นอยู่พอดี แต่มีเพียงคำตอบสั้นๆ คือ
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นค่ะ

เราต้องใช้ชีวิตวันนี้ วินาทีนี้ แบบที่ว่า เมื่อเรามองย้อนกลับมาแล้วเราจะได้เสียใจเลย และเราก็เชื่อได้ด้วยว่า ถ้าย้อยเวลากลับมาได้ เราก็จะไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรมัน เพราะมันดีที่สุดในตอนนั้นค่ะ!

ข้อแนะนำถ้าประสบปัญหาการเรียนจริงๆ คือ ปรึกษาอาจารย์ ปรึกษาหัวหน้าค่ะ ว่าเราจะ Drop ไว้ก่อนดีไหม พองานเริ่มซาก็มาเรียนใหม่ คุยกับหัวหน้าว่า.. พี่ผมเรียนจบมันก็ดีต่อบริษัท ดีต่อพี่นะ
ผมมีความรู้มากขึ้น งานเรามันก็จะดีขึ้น พี่ช่วยสนับสนุนผมหน่อยได้ไหม เวลาทำงานผมก็จะทำเต็มที่.. อะไรพวกนี้ ปรึกษาๆๆ อย่าเก็บไปกลุ้มคนเดียวนะจ๊ะ เดี๋ยวจะแย่ ตอนสมัยฉันนั้น เครียสมาก
นอนข้ามวันไม่อยากลุกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน วันนั้นเป็นวันที่ 11 กันยา World Trade Center ถล่มพอดี แต่พูดตามตรง วันนั้นใจฉันไม่สะทกสะท้านกับเหตุการณ์อันเลวร้ายสะเทือนโลกนั้นเลย
เพราะชีวิตฉันมันก็กำลังทลายเหมือนกัน ชีวิตตัวเองจะไม่มี แล้วจะมีอะไรไปห่วงใครได้ ไม่รู้จะไปทางไหน ทำยังไง..

ถ้าเพื่อนคุณจะบอก ไม่มีใครเข้าใจความเครียสของเขา ฉันก็อยากจะบอกว่า เมื่อเพื่อนของคุณผ่านจุดนั้นไปได้แล้ว มองกลับมา จะรู้ว่ามัน ขี้หมา ไม่รู้ตอนนั้นจะเครียสเสียสติไปทำไม ปรึกษาอาจารย์ ก็หมดเรื่อง ทำอย่างงี้ก็โอไปแล้ว บ้าจริงเรา! อะไรทำนองนี้ แล้วแต่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นหยาบมากหยาบน้อย

ก็ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นค่ะ ยังมีสมองคิดได้ ปวดหัวได้ (แสดงว่ายังใช้การได้) มีขาเดินได้ หรือไม่ก็มีรถเข็นนั่ง ก็พยายามเข้าเถอะ เกิดมาแล้วทั้งที่ ต้องเป็นคนดี และมีความพยายามค่ะ
คนอื่นลำบาก อยากเรียนไม่มีโอกาศเรียนก็มีถมไป "ไปเรียนได้แล้ว!" ไล่มันไปเลยนะค่ะ คุณนิรนาม

เขียนมันจริงๆ ตอบความคิดเห็นนี้ ขอบคุณสำหรับ คำถามจุดประกายความคิดค่ะ ขอให้โชคดีและมีความสุขมากๆทุกๆวันค่ะ

Byrd said...

ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้คนที่จะเรียนต่อโทอีกคนน่ะครับ
โดยส่วนตัวสำหรับผม ตอนที่ตัดสินใจเรียนโท คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัวเหมือนกับคุณ nu ree ก็คือ จะเรียนได้ไหม ยิ่งทำงานไปเรียนไปด้วย จะไหวไหมนะ ผมว่าหลายคนคงกังวลเหมือนกัน แต่ผมบอกไว้เลยครับว่า ถ้าความต้องการเรียนต่อโทของคุณมันออกมาจากตัวคุณเอง ไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกมาบังคับ ผมว่าคุณก็สามารถเรียนจบได้แน่นอน ทั้งหมดมันอยู่ที่ใจมากกว่า เวลาคุณเรียนโทเนี่ยะ คุณไม่ได้เรียนคนเดียวอยู่แล้วครับ คุณยังมีเพื่อนร่วมห้องอีกเยอะแยะ ที่จะมาร่วมแชร์ประสบการณ์จากการทำงานหลายองค์กรด้วย ยิ่งอาวุโสมาก คุณก็จะได้เห็นมุมมองหลายๆอย่างมากขึ้น ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ได้มาโดยที่คุณลงทุนน้อยกว่าวิธีอื่นแล้ว คุณไม่ต้องไปลงสัมมนาที่ไหน แถมเรียนจบมาเราก็ยังได้เพื่อนไว้คอยปรึกษาได้อีก ความสัมพันธ์มันจะเป็นแบบระยะยาวด้วยครับ โดยส่วนตัวจุดมุ่งหมายที่ผมเรียนโท ณ ตอนนั้นก็คือ ผมอยากรู้กระบวนการในการแก้ปัญหาว่าเขาทำกันอย่างไร ซึ่งมันจะได้มาจากตอนที่เราทำ Thesis เนี่ยะแหละ ถ้าคุณผ่านมันมาได้นั่นก็แปลว่าคุณเริ่มเข้าใจการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการได้แล้ว ผมยังคิดว่าการเรียนโทยังง่ายกว่าตอนที่ผมเรียนตรีด้วยซ้ำไป แต่ทั้งนี้เนื่องจากผมเรียนโทตอนที่มีประสบการณ์การทำงานมาบ้างแล้วน่ะครับ เพราะมันทำให้เราเห็นภาพมากขึ้น

Anonymous said...

เราจำเป็นต้องจบปริญญาโทเมืองนอกรึเปล่าครับ
เห็นมีเพื่อนของเพื่อนจบมาจากออสเตรเลีย ทำงานเมืองไทยได้เงินเดือน สองหมื่น แต่ตอนเรียนจ่ายไปเกือบล้านเลยอะ

blueswing said...

ไม่ต้องเรียนเมืองนอกก็ได้ค่ะ เพียงแต่ต้องตั้งใจ เรียนเพื่อ "เรียน" และ "รู้" ให้ได้ความรู้มาจริงๆ

และก็พยายามอ่าน case ที่เกิดจริงเยอะๆ โดยเฉพาะ case ในอุสาหกรรมของเรา เช่น การเงิน การธนาคาร อย่าง World bank ล่มได้ไง หรือ อุตสาหกรรมรถยนต์ ว่าโตโยต้า เขาบริหารอย่างไร แล้ว ทำไม Ford หรือ GM แพ้ ทำไม การรวมตัวของ Benz และ Chrysler ไม่ประสบผลสำเร็จ หรือว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ก็ดูว่า ทำไม Samsung ถึง
แซงโซนี่มาได้ ดูพวกที่เกิดขึ้นจริง แล้วพยายามเอาที่เรียนมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ

อีกอย่างที่บอกว่าไม่ต้องเรียนเมืองนอกก็ได้ ก็เพราะ บางคนเรียนเมืองนอกมา แต่ก็น่าเสียดาย ภาษาอังกฤษยังไม่เก่ง สำเนียงไม่ดี เราเอาเงินส่วนที่จะต้องเสียในการเรียนเมืองนอก ไปเรียน ภาษาอังกฤษเพิ่มในไทย ให้สำเนียงกิ๊งๆเลยดีกว่า แล้วถ้าพอมีเงินเหลือก็ไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศสัก เดือน หรือ 3เดือน ก็แจ๋วแล้วค่ะ

มันไม่สำคัญว่าเราจะเรียนที่ไหนค่ะ สำคัญว่า เราได้เรียนรู้อะไร

และสิ่งที่เราต้องการในยุคนี้ ฉันคิดว่า คือ ความรู้เรื่องของโลกกว้าง หลักคิด และภาษา

คุณธรรม และการเรียนรู้ที่จะอดทนไม่ย่อท้อ ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตที่เราต้องเรียนรู้เหมือนกันค่ะ
เพราะมันจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้แบบมีคนรักด้วย

ขอให้โชคดีนะคะ ถ้ามีอะไรที่คิดว่าจะให้ช่วยได้ ก็บอกได้นะคะ ยินดีทำเท่าที่ทำได้ค่ะ

เรียนต่อต่างประเทศ said...

ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความ

รับแปลเอกสาร said...

ขอบคุณที่นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ (อันทรงคุณค่า) มาบอกต่อให้พวกเราได้เรียนรู้ด้วย

wipapat said...

คุนพี่ค่า กำลังจะเรียน ที่ นั่นปีนี้นิละค่า หา โรงงานทำโปรเจคยังไม่ได้เลย อยากขอคำแนะนำ ขอ email ติดต่อได้ไหม ค่ะ

YIng

wipapat said...

ลืมให้ email ค่า ถ้ามีเห็นรบกวนติดต่อมา ที่นี้น่ะค่า ต้องการความช่วยเหลือค่ะ cantaloup2626@hotmail.com รอ รอ รอ น่ะค่าๆๆ เร่งมากๆๆ เพราะ ต้องรีบกลับไทยด่วนอ่ะค่า

ying