27 October 2007

อ่านหนังสือกันเถอะ Let's Read!

อ่านข่าวเมื่อวันก่อนเขาบอกว่า
  • คนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย ปีละ 2 เล่ม

  • ชาวเวียดนามอ่าน โดยเฉลี่ย 60 เล่มต่อปี!

  • เพื่อนชาวสิงคโปร์อ่าน 45 เล่ม
และคนไทยใช้จ่ายไปกับหนังสือประมาณปีละ 260 บาทเท่านั้น

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจร่วมกับ สสส. แต่ไม่มีบอกรายละเอียดว่าสำรวจยังไง ที่ไหนเมื่อไร

แต่ก็เป็นตัวเลขที่น่าตกใจจริงๆ ฉันจึงขอเขียนบอก ถึงคุณค่าของหนังสือ และการอ่าน เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณๆ หยิบหนังสือใกล้มือ ขึ้นมาอ่านกันมากขึ้นนะคะ

เหตุว่า ทำไมฉันจึงชอบอ่านหนังสือ
  1. ได้เที่ยวไปรอบโลก ได้เที่ยวไปต่างจังหวัด ต่างองค์กร

  2. อ่านหนังสือเหมือนได้เห็นโลก จากนัยน์ตาของคนอื่น ได้รู้ว่าที่อเมริกาเขาเป็นยังไง ตอนนี้เห่ออะไรกันอยู่ ที่ญี่ปุ่นคนเขาคิดกันยังไง แล้วชาวเลบ้านเราเขาอยู่กันยังไง ฉันทำบริษัทรถยนต์ฉันก็อ่านเกี่ยวกับ นิสสัน ฮอนด้า โตโยต้า และค่ายอเมริกันทั้งหลาย Carlos Phosn (อ่านว่า "โฟน" นะ) ยังบอกเลยว่า ตอนที่เขาเคยอยู่ Michelin เขารู้เลยว่า บริษัทญี่ปุ่นเหมือนกัน ยังต่างกันเลย กว่าเขาจะได้เข้าไปเป็น Supplier ของโตโยต้า Michelin ใช้เวลาถึง 10ปี! ต่างกับฮอนด้าอย่างสิ้นเิชิง ฮอนด้ารับเร็ว แถมวิศวกรใหญ่ฮอนด้า ยังมาทดสอบยางรถด้วยกันกับ วิศวกรมิชลินอีก นี่ไงฉันมองผ่านตา คาร์ลอส โฟน พูดเหมือนสนิทเลยนะ ส่วนเรื่องใน BMW ก็น่าตื่นเ้ต้น ความเป็นอเมริกันของ Chrysler ก็ช่วยชีวิตบริษัทมาได้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เขาเคยมีการทำพรีเซนเทชั่นแบบคนในห้องประชุมนั่งน้ำตาคลอ แล้วก็มาอึดชุบชีวิตบริษัทกันก็มี ฉันเคยทำงานบริษัทฉันที่เดียวนี่แหละ แต่ก็รู้ได้ แล้วยังมีอีก พออ่านเกี่ยวกับบริษัทตัวเอง ก็ได้รู้ว่า วัฒนธรรมองค์กรบริษัทเราที่ไทยกับที่อเมริกามันเหมือนกันรึเปล่าน้า... สนุกจะตาย (เดี๋ยวไว้ post ต่อๆไปจะแนะนำหนังสือเกี่ยวกับวงการรถยนต์ละกัน)

  3. ได้เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่น

  4. ชีวิตเรามันก็คงไม่ยาวเกินร้อยปีไปมากหรอก (จะถึง 100 ก็ยังไม่แน่) เราคงทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสนใจไม่ได้หรอก แต่เราเรียนทางลัดได้ บางทีบางอย่างเราไม่ต้องลองผิดลองถูกแล้ว เอดิสัน ประดิษฐ์หลอดไฟมาให้แล้ว คุณก็ศึกษาวิธีจากเขา ไม่ต้องทดลองเอาขนทั่วร่างกายมาทำไส้แบบเขาแล้ว ก็เหมือนกัน หลายอย่างคุณเรียนรู้ทางลัดได้ จากการอ่านหนังสือ และการอ่านงานวิจัย หนังสือวิชาการ หนังสือธุรกิจ การตลาด หรือหนังสือพวกที่เขียนโดยอ้างอิงงานวิจัยจะดีมาก เป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของคนอื่นค่ะ เราโชคดีนะนี่ที่มีหนังสือ

  5. เปิดโลกจินตนาการ

  6. เคยเห็นคนดูหนังแล้วร้องไหใช่ไหม พวกที่อ่านการ์ตูนแล้วหัวเราะน้ำตาเล็ด อ่านหนังสือแล้วน้ำมูกน้ำตาอาบแก้มก็มีเหมือนกันนะ คือการอ่านนี่เราต้องจินตนาการกันเอาเอง อ่านเรื่องผียังมองตา กอกแก็กรอบห้องเลย ทั้งๆที่ไม่มีใครรู้อะไรกับมันเล้ย คือยิ่งจินตนาการตัวเอง มันก็ยิ่งสมจริงมากกว่าดูหนังที่เป็นการดูจิตนาการผู้กำกับ ลบด้วยข้อจำกัดทางเทคนิค เวลาอ่าน เราก็เหมือนไปอยู่ในสถานที่ และชีวิตของตัวละครในแผ่นกระดาษด้วย มันเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่พอเราเปิดอ่านเมื่อไร เราก็ไปอยู่ได้ เราไปอยู่ในโลกนั้นได้ บางคนอ่านลืมวันลืมคืนเลย ก็เพราะใจเขาอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง โลกแห่งจินตนาการที่หนังสือพาไป มันดีนะ คนอ่านหนังสือพวกนิยายเยอะ ก็จะรู้ทันคน และรู้จักวิธีคิดของคนอื่นเยอะ ว่าเหตุการณ์แบบนี้ คนคิดแบบนี้ก็มีนะ แต่ขอแนะว่าต้องอ่านหนังสือดีๆหน่อยนะจ๊ะ ไม่งั้นก็เหมือนคุณเข้าไปอยู่ในโลกที่มีแต่การแก่งแย่ง ด่อทอ อ่านแล้วก็เครียสไปใหญ่ (ไม่ต่างอะไรกับการดูละครน้ำเน่า ทำลายสังคม)

  7. ได้ฝึกภาษา

  8. ใครว่าคนไทยไม่ต้องฝึกภาษาไทย อ่านเยอะๆก็ได้รู้จักใช้คำที่สละสลวยเวลาพูด เวลาเขียน ได้สะกดคำให้ถูกต้อง ยิ่งอ่านภาษาต่างชาติเราก็ได้รู้ว่า คนชาติเขาใช้ภาษาเขายังไง เราก็แตกฉานขึ้น แถมได้ความรู้ในเรื่องที่อ่านอีกต่างหาก

  9. ฝึกสมาธิด้วยค่ะ

  10. การที่เราจะอ่านให้เข้าใจ มันก็ต้องใช้สมาธิใช่ไหมคะ แล้วสมาธินี่ ถ้าฝึกบ่อยๆมันก็ชำนาญเอง เราอ่านแบบมีสมาธิบ่อยๆ เวลาจะตั้งใจทำอะไร ก็ปึ๊บตั้งสมาธิได้เหมือน จะเริ่มอ่านหนังสือ อ่านหนังสือมันก็ดีอย่างนี้นี่เองค่ะ

ที่สำคัญคือ อ่านแล้วจำเข้าไปในหัว ถ้าอ่านแล้วจำไม่ได้ ไม่เข้าหัว มันก็เหมือนไม่ได้อ่านใช่ไหมคะ ฉันขอแนะนำเทคนิค การใช้ปากกาไฮไลท์ เน้นข้อความไปด้วยเวลาอ่าน อย่างไปเสียดายหนังสือเลย ถ้าเราไม่อ่านหรือจำไม่ได้ หนังสือมันก็เป็นแค่กระดาษสกปรกที่มีสีดำเลอะอยู่เต็มแผ่น ฉะนั้นขีดเถอะค่ะ ตรงไหนจับใจ ตรงไหนสำคัญ ปื้ดไปเลยเขียวเด่น เหลืองเด่น เปิดอีกทีก็รู้เลย ไอ้คำนั้นมันอยู่ตรงไหนนะ

ขอให้มีความสุขกับการอ่านนะคะ คุณฉลาด ประเทศไทยบ้านอันเป็นที่รักยิ่งของเรา ก็เจริญไปด้วยนะคะ ถ้าเราไม่ต้องซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศคงดีเป็นไหนๆ ^_^ ช่วยกันนะคะ


ลืมบอก: มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12 BOOKEXPO Thailand 2007
จัดที่ ศูนย์สิริกิติ์
17 - 28 ต.ค. 2550
เวลา 10:00 - 21:00 น.

(ซื้อมาแล้ว อย่าลืมอ่านนะคะ) ^o^

2 comments:

ต้น said...

เพิ่งจะไปงานมหกรรมหนังสือกลับมาเนี่ยครับ ซื้อหนังสือมาเต็มเลย แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีเวลาอ่านจริงๆจังๆ แต่ว่าต่อจากนี้ตั้งใจจะอ่านให้มากขึ้นแล้วหล่ะ

blueswing said...

ดีดีจ๊ะ อ่านหนังสือก็ได้อะไรหลายๆอย่าง อย่างน้อง 5 อย่างที่เขียนไว้จ๊ะ มีความสุขกับการอ่านนะจ๊ะ
Happy Reading!!